สวัสดีครับทุกท่านบทความนี้ผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากลูกสาวของผมเองโดยมีเรื่องราวดังนี้ครับ

เมื่อวันอาทิตย์ก่อนผมได้รับเกียรติให้ไปบรรยายหลักสูตร“สัมภาษณ์งานให้ได้งาน ทำงานให้ประสบความสำเร็จและแนวทางการศึกษาต่อ”ให้กับน้องๆในสถานศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยผมได้พาภรรยา และลูกสาวซึ่งอายุประมาณ 5 ขวบครึ่งไปด้วยสำหรับวัตถุประสงค์ที่ผมต้องการพาลูกสาวไปด้วยนั้นก็เป็นเพราะว่าผมอยากให้เขาได้เรียนรู้ว่าพ่อทำงานอย่างไร?และในวันนั้นผมได้มอบรายได้ทั้งหมดเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้กับน้องนักศึกษาสองคน ซึ่งเรื่องนี้เป็นความตั้งใจของผมตั้งแต่เริ่มชีวิตการบรรยายโดยผมทำมาตลอดจนถึงปัจจุบัน และเมื่อบรรยายจบเราก็ขับรถกลับบ้านระหว่างทางลูกสาวของผมก็ถามว่า“พ่อขาหนูขอถามหน่อยนะคะว่า ทำไมพ่อต้องยิ้มด้วยล่ะเวลาที่พ่อมอบทุนนะหนูสงสัยจัง?”ผมยิ้มด้วยความภูมิใจ แล้วตอบกลับไปว่า “ที่พ่อยิ้มก็เพราะพ่อมีความสุขค่ะลูก”“ฮึๆๆๆ” ลูกสาวของผมทำหน้างง แล้วหัวเราะตามประสาเด็กน้อยจากนั้นผมก็สอนลูกสาวต่อว่า “ลูกต้องช่วยคนอื่นเมื่อลูกมีโอกาสนะลูก”โดยคำพูดนี้ ผมได้รับแรงบันดาลมาจาก การดู Youtube เรื่อง New HeartNew World ของ ศ.ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ซึ่งผมรู้สึกประทับใจและนำมาสอนลูกสาวเสมอขอบพระคุณผู้จัดทำคลิปวีดีโอชุดนี้เป็นอย่างสูงครับเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนมาถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันเสาร์ผมพาลูกสาวมาเดินเล่นที่ตลาดนัดเพื่อเลือกซื้อกับข้าว ขนม และผลไม้ไปกินเล่นกันในระหว่างที่เราสองคนกำลังเดินเข้าไปในเต้นท์เราก็ได้พบกับผู้พิการทางสายตาสองคนนั่งร้องเพลง ผมจึงรีบหยิบเงินในกระเป๋าแล้วยื่นให้ลูกสาวเพื่อไปมอบให้กับเขาทั้งสองเมื่อเธอเดินหยอดเงินเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้วเธอก็เดินกลับมาแล้วบอกให้ผมก้มตัวลงแล้วเธอก็กระซิบที่ข้างหูเบาๆ ว่า

“พ่อขาทำไมหนูหยอดเงินเสร็จแล้วหนูต้องยิ้มด้วยล่ะคะ”ผมยิ้ม แล้วตอบเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า“ก็เพราะลูกมีความสุขไงล่ะ”จากนั้นผมก็บอกกับเธอว่า “จำได้ไหมเมื่อวันอาทิตย์ลูกถามพ่อว่าทำไมตอนที่พ่อมอบทุนการศึกษาให้กับพี่สองคนนั้นแล้วพ่อต้องยิ้มด้วยนั่นก็เป็นเพราะว่าพ่อมีความสุข เหมือนกับลูกที่มีความสุขตอนนี้นั่นเองดังนั้นลูกต้องรู้จักเป็นผู้ให้นะลูก เพราะผู้ให้ย่อมได้รับรอยยิ้มและความสุขเสมอ” พูดจบเราก็เดินไปเลือกซื้อขนมกินอย่างมีความสุขนี่คือความประทับใจของผมที่นำมาแลกเปลี่ยนครับและเหตุการณ์นี้เองทำให้ผมนึกถึงการใช้ชีวิตของคนในองค์กรในยุค4.0 ซึ่งเป็นยุคที่ต้องเร็ว ต้องไว ต้องมีประสิทธภาพ ประสิทธิผลและให้ความสำคัญกับคำว่าผู้ชนะ โดยไม่มีที่ยืนสำหรับผู้แพ้ดังนั้นพนักงานที่ปฏิบัติงานในองค์กรก็ต้องแข่งขันกันเต็มที่แต่ไม่ว่าจะแข่งขันกันอย่างถึงพริง ถึงขิงอย่างไร ก็อย่าลืมที่จะเป็นผู้ให้อย่างบริสุทธิ์ใจ แลไม่หวังผลตอบแทนกันด้วยนะครับสำหรับสิ่งที่เราจะมอบให้กับผู้อื่นนั้น ไม่จำเป็นต้องมีค่าสูงหรือมีจำนวนมาก ขึ้นอยู่ที่ความพร้อมของเรามากกว่านะครับสำหรับสิ่งที่เราสามารถมอบให้กับเพื่อนร่วมงาน หรือคนรอบข้างของเราก็มีหลายอย่างเช่น ให้ความรู้ ให้เงิน ให้ทรัพย์สิน (ตามกำลังโดยให้แล้วเราต้องไม่เดือดร้อนนะครับ) ให้กำลังใจ ให้ขนม ให้เวลาและที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดคือให้อภัยครับและสิ่งที่เราได้รับหลังการให้เลยทันทีนั้นก็คือ รอยยิ้ม และความสุขของเรานั่นเองละครับ สุดท้ายขอฝากคมคิดสะกิดใจสั้นๆว่า“ผู้ที่ให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ย่อมได้รับร้อยยิ้ม และความสุขเสมอ”
โชคดีนะครับ

บทความโดย

ดร.ทองพันชั่ง พงษ์วารินทร์

Follow us: