นวัตกรรมแบบมัธยัสถ์ ทำน้อยให้ได้มาก

นวัตกรรมแบบมัธยัสถ์ (Frugal Innovation) ทำน้อยให้ได้มาก

นวัตกรรมมีผู้ให้ความหมายไว้หลากหลายความหมายมาก โดยหากทำการค้นลงไปในเครื่องมือค้นหาที่ทรงพลังอย่าง Google ก็อาจจะได้คำอธิบายออกมามากมาย โดยในครั้งนี้ขอใช้นิยามนวัตกรรมแบบ #EasyInnovation ตามรูปที่ 1 คือ Thing + New + Value คือ การทำสิ่งใดที่จับต้องได้ หรือทำขึ้นมาแล้วมีความใหม่และเกิดคุณค่าเกิดขึ้น โดยสามารถเทียบความใหม่ได้จาก British Standard 7000:2008 ซึ่งมีนิยามความใหม่ตั้งแต่ตนเองไปจนถึงระดับโลก โดย #EasyInnovation มีคำภาษิตที่สำคัญ คือ “นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องหรูหราแต่สามารถสร้างคุณค่าได้ทันที” … จึงอยากนำเสนอนวัตกรรมประเภทหนึ่งที่น่าสนใจ มีความเหมาะสมในช่วงเวลานี้ และอยากให้เกิดการต่อยอดในแวดวงธุรกิจ นั่นคือ นวัตกรรมแบบมัธยัสถ์ หรือ Frugal Innovation นั่นเอง

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการการผลิตนวัตกรรมแบบมัธยัสถ์ นวัตกรรมแบบมัธยัสถ์เป็นนวัตกรรมที่ทำให้ได้มากขึ้นโดยใช้ทรัพยากรที่น้อย ผู้ประกอบการ และ /หรือ นวัตกรต้องนำเสนอผลิตภัณฑ์ในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)ด้วยกลยุทธ์ต้นทุนต่ำ โดยจะหลีกเลี่ยงความซับซ้อนจากการวิจัยในห้องปฏิบัติการและทรัพยากร เพื่อคิดค้นพัฒนา และส่งมอบผลิตภัณฑ์  รวมถึงการให้บริการกับผู้ใช้งาน โดยนวัตกรรมแบบมัธยัสถ์นั้นเป็นรูปแบบของประดิษฐกรรมเชิงหน้าที่เพื่อตอบสนองคนหมู่มาก เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดโดยการใช้ทรัพยากรในการสร้างจากที่มีอยู่โดยใช้ให้น้อยที่สุด โดยในปัจจุบันนี้นวัตกรรมแบบมัธยัสถ์มีการแบ่งออกเป็น 4 ประเภท สำคัญ คือ

  1. เครื่องมือและเทคนิคแบบลีน (Lean tools and techniques) เป็นการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีที่มีการใช้งานอยู่ในปัจจุบันโดยใช้หลักการแห่งความเรียบง่าย เลือกใช้เฉพาะฟังก์ชั่นที่จำเป็นจริงๆ เพื่อลดต้นทุนอย่างสุดขั้ว เช่น เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแต่เดิมเป็นเครื่องที่มีราคาแพง ผู้ผลิตได้ทำการลดทอนฟังก์ชั่นที่ไม่จำเป็นและใช้งานน้อยออกไป จนเหลือแต่ฟังก์ชั่นหลักที่จำเป็น ทำให้ราคาต้นทุนและราคาขายถูกกว่าเดิมเป็นอย่างมาก
  2. ทางออกของโอกาส (Opportunist solution) การพัฒนาการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อมาแก้ไขปัญหาที่มีอยู่เดิม ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์สามมิติ (3D printers)
  3. การปรับตามบริบท (Contextualized adaptations) การพัฒนาการใช้งานของเทคโนลยีในรูปแบบหนึ่งไปใช้ในอีกรูปแบบหนึ่ง เช่น การทำตู้อบฆ่าเชื้อพลังสุริยะ (Solar clave)
  4. นวัตกรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น (Bottom-up innovation) คือ การใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ในพื้นที่ไปประยุกต์เพื่อแก้โจทย์ประดิษฐกรรม เช่น อุปกรณ์ประคบหลังผ่าตัดฟันจากอุปกรณ์ในพื้นที่

โดยสิ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม นวัตกรรมแบบมัธยัสถ์ได้นั้นมีกลไกสนับสนุนอยู่ 5 เรื่องสำคัญ คือ

  1. กลไกการพัฒนาจากผู้สร้างนวัตกรรม (Innovation Self-Creation Model) คือ ผู้ผลิตนวัตกรรมต้นแบบได้พัฒนาองค์ความรู้ ทักษะหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน นำมาพัฒนาออกมาเป็นสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรม
  2. กลไกการพัฒนาจากนโยบายของรัฐ (Policy-Driven Mechanism Model) คือ กลไกของรัฐมีส่วนช่วยในการสนับสนุนและส่งเสริมการคิดค้นนวัตกรรม
  3. กลไกการพัฒนาจากตลาด (Market Mechanism Model) คือ กลไกการพัฒนาที่เกิดจากการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นในตลาด
  4. กลไกที่เกิดจากการวิจัย พัฒนาและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีภายในประเทศ (Domestic R&D and Technology Transfer Model) คือ กลไกที่เกิดจากการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ที่เกิดการแลกเปลี่ยนกันภายในประเทศ
  5. กลไกลที่เกิดจากการสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีแบบเปิด (Collaborative and Open Source Technology Transfer Model) คือ กลไกที่เปิดโอกกาสให้เกิดการหลอมหลวมขององค์ความรู้ ช่วงชิงความได้เปรียบในการแข่งขันที่ตอบสนองสังคมได้อย่างรวดเร็ว และใช้ประโยชน์จากการต่อยอดการพัฒนาที่มีอยู่เดิม

อย่างไรก็ดีแม้จะเป็นการพัฒนานวัตกรรมแบบมัธยัสถ์ก็ยังต้องเน้นย้ำถึงคุณค่าอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับความต้องการที่เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่เป็นทางเลือกเทียบเคียงกับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน คุณค่าของตัวผลิตภัณฑ์ควรสะท้อนจากเอกลักษณ์อัตถประโยชน์ของตัวผลิตภัณฑ์นั่นเอง

Reference :